อารอน แรมซีย์ กับการรับใช้ทีมปืนใหญ่มาหนึ่งทศวรรษ


จุดจบของยุค

ดูเหมือนว่ากองกลางทีมชาติเวลส์จะย้ายไปร่วมทัพ ยูเวนตุส อย่างไร้ค่าตัวเมื่อจบฤดูกาลนี้ เขากลายเป็นอีกหนึ่งแข้งปืนใหญ่ที่ทีมเสียไปฟรีๆ Chas Newkey-Burden จะมาสะท้อนให้เห็นถึงกว่าทศวรรษที่เขารับใช้ทีมมา


คุณสามารถบอกหลายอย่างได้ถึงเรื่องความคิดเห็นส่วนตัวของแฟนอาร์เซนอล ที่มีต่อ อารอน แรมซีย์ กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มที่บ่น ทั้งเรื่องฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอ, เล่นเห็นแก่ตัว และไปไม่สุดกับพรสวรรค์ที่มีอยู่

แต่แฟนบอลอีกกลุ่มคิดว่า เขาคือตำนานของสโมสรที่ทำประตูชัยได้ในนัดชิง เอฟเอ คัพ สองครั้ง, เป็นนักเตะที่วิ่งไม่มีเหนื่อยและยังมีการเล่นที่มีความศิลปิน, และนี่คือนักเตะที่มี ‘สายเลือดอาร์เซนอล’ มากกว่านักเตะคนไหนๆในยุค เอมิเรตส์

และการที่ดีลย้ายไป ยูเวนตุส ของ แรมซีย์ ใกล้จะยืนยันออกมา ถึงเวลาแล้วที่จะประเมิน 10 ปีที่เขาอยู่กับสโมสรมาและพยายามทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่ทำให้เขาต้องจากไป จริงๆแล้ว อารอน แรมซีย์ คือใคร และ อาร์เซนอล เสียอะไรไปบ้างเมื่อตัดสินใจปล่อยตัวเขาออกไป?

ลงและขึ้น

ในปี 2008 แรมซีย์ ย้ายมาร่วมทีมปืนใหญ่ในวัย 17 ปี โดยปฏิเสธข้อเสนอจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด อาร์เซน เวนเกอร์ อธิบายถึงการเซ็นสัญญานักเตะใหม่คนนี้ว่า “เป้นนักเตะที่มีพลังขับเคลื่อนอันน่าทึ่ง, มีพื้นฐาน, เทคนิค และวิชั่นที่ดี” และเปรียบเทียบว่านี่คือ “รอยคีนที่เล่นเกมบุก” ทุกอย่างที่ว่ามาฟังดูยอดเยี่ยม แต่สองปีต่อมาในรั้วปืนใหญ่ เกิดอาการบาดเจ็บสุดสยองจากการเข้าสกัดของ ไรอัน ชอว์ครอส จาก สโต๊ก ทำให้เขากระดูกหักสองท่อนในขาข้างขวา

มันเป็นเหตุการณ์ที่แค่นึกย้อนกลับไปก็รู้สึกเสียวสะดุ้งแล้ว มีเสียงพูดคุยออกมาว่าอาชีพของแข้งเวลส์คนนี้ได้จบลงแล้ว แต่การกลับมาของเขาในอีก 9 เดือนต่อมา เพื่อนร่วมทีมต่างก็ยกย่องว่าเขาคือ “ฮีโร่” ตัวจริง

และจนถึงตอนนี้มันก็เป็นเรื่องง่ายที่เราจะลืมว่าเขาติดขัดแค่ไหนกับการเอาชนะในแฟนบอล มันมีความรู้สึกที่ว่าเขาได้บอลบ่อยเกินไปและทำให้เกมช้าลง และมันก็แทบไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อ เวนเกอร์ จับเขาไปเล่นในตำแหน่งริมเส้นอยู่พักหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น แรมซีย์ ก็ไม่เคยปริปากบ่น

ถึงอย่างนั้น แรมซีย์ ยังคงทำงานหนัก จนกระทั่งหาฟอร์มของเขาเจออีกครั้งและขึ้นสู่จุดพีคที่สุดกับ อาร์เซนอล ในฤดูกาล 2013/14 ด้วยการเล่นที่มองตาก็รู้ใจกับ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และการเข้ามาของนักเตะใหม่อย่าง เมซุต โอซิล ทำให้ แรมซีย์ รู้จังหวะในการเติมเข้าไปในเขตโทษและทำประตูได้มากมายจนทำให้ทีมได้ขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของตาราง เขากลับมาชนะในแฟนๆอีกครั้ง

ฟอร์มลุ้นแชมป์ในลีกของพวกเขาเริ่มสะดุดทันทีเมื่อ แรมซีย์ ลงสนามไม่ได้ 3 เดือนจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาก็กลายเป็นฮีโร่ในการกลับมาและทำประตูชัยใส่ ฮัลล์ ใน เอฟเอ คัพ 2014 รอบชิงชนะเลิศ และจบ 9 ปีที่ อาร์เซนอล ไร้ถ้วยมาในที่สุด สตีเวน เจอร์ราร์ด เคยอธิบายถึง แรมซีย์ ไว้ในตอนนั้นว่าเป็น “กองกลางตัวรุกที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก” กูรูหลายๆคนต่างก็ยกว่าเขาคือที่สุดในยุโรปในช่วงเวลานั้น

สู้เพื่ออิสระ

ในฤดูกาลบต่อๆมาเขาก็ยังคงทำผลงานได้ดีกับทีม แต่ก็มีบางครั้งที่เกิดความรู้สึกว่าความอยากเป็นฮีโร่เหมือนในการคว้าแชมป์ในรอบชิงบอลถ้วยสุดดราม่ายังคงอยู่ในหัวของเขา แรมซีย์ เริ่มที่จะเล่นเห็นแก่ตัวบ่อยขึ้นและโชว์เหนืออย่างไม่จำเป็น รวมถึงเวลาที่เขาตะโกนออกมาอย่างหัวเสียเมื่ออะไรๆออกมาไม่เป็นอย่างที่เขาคาดหวัง

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงทำงานหนักอยู่เสมอแต่มันก็ถูกมองข้ามไป เมื่อการมาถึงของ อเล็กซิส ซานเชส ในซัมเมอร์ปี 2014 ยิ่งทำให้ความพยายามเล่นเกมรุกของ แรมซีย์ ยากยิ่งขึ้นไปอีก สปิริตในทีมและการเล่นที่ลื่นไหลที่ แรมซีย์ เฉิดฉายสุดๆในปี 2013/14 กลับหายไปด้วยการมาของแข้งชาวชิลี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสร้างโมเมนท์สุดสำคัญให้กับทีมได้หลายครั้ง รวมถึงลูกยิง 30 หลาใส่ กาลาตาซาราย และลูกวอลเลย์สุดสวยด้วยเท้าซ้ายใส่ สโต๊ก

ช่วงเวลาที่เขากลับมาเล่นได้ยอดเยี่ยมอีกครั้งเกิดขึ้นในทีมชาติ การได้รับอิสระกว่าเดิมและได้รับบทบาทให้ยืนสูงกว่าปกติในสนามทำให้ แรมซีย์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดใน ยูโร 2016 ภายใต้การคุมทีมของ คริส โคลแมน ในที่สุดเขาก็แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่คนคาดหวังในตัวเขาต้องเล่นอย่างไร

ลางบอกเหตุเหมือนจะดีสำหรับ แรมซีย์ เมื่อ อูไน เอเมเรี่ เข้ามาคุมทีมและประกาศทันทีว่าเขาคือนักเตะคนสำคัญและจะได้อยู่กับทีมต่อไป กุนซือชาวสเปน เคยพัฒนากองกลางมาแล้วหลายคน เขาเคยปลุกผี อิวาน ราคิติช ที่ เซบีย่า และยังเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาจาก เอแวร์ บาเนก้า เช่นเดียวกัน มีความหวังออกมาว่า แรมซีย์ จะกลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในยุคใหม่ อีกหนึ่ง

แต่แล้ว เอเมรี่ ก็มีไอเดียอื่นออกมา แทนที่เขาจะให้ แรมซีย์ เป็นตัวหลักในแดนกลาง เขากลับมีมุมมองว่าแข้งเวลส์ ควรจะยืนสูงขึ้นไปเคียงคู่กับ โอซิล, อิโวบี้ และ มคิทาร์เรียน เวลาในการลงเล่นของเขาเริ่มถูกจำกัดน้อยลง มีการยื่นสัญญาใหม่เข้าไปและสัญญาก็ถูกบอกปัด

จุดจบขมขื่น

ไม่ว่าปัญหานี้จะเป็นปัญหาทางด้านฟุตบอล หรือ แรมซีย์ ได้รับผลกระทบจาก อิวาน กาซิดิส ที่หลายคนไม่อยากจะยกโทษให้ในการที่ต้องเห็นดาวเด่นของทีมถูกปล่อยออกไปด้วยการหมดสัญญา และสัญญาที่ไม่ชัดเจน แต่ชัดเจนว่า ได้มีการตัดสินใจจาก เอเมรี่ ที่ทำให้ทุกอย่างมาถึงจุดที่ยุ่งเหยิงขนาดนี้

สำหรับแฟนอาร์เซนอล การเสียนักเตะที่มีพรสวรรค์ระดับนี้และไม่ได้อะไรกลับมาเลยเป็นอะไรที่น่าผิดหวังอย่างมาก นักเตะอย่าง แรมซีย์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการออกดอกออกผลของต้นไม้

มีบางอย่างได้หายไปในนอกสนามเช่นกัน นี่ไม่ใช่ ซามีร์ นาสรี่ ที่งอแงจะย้ายไป แมนฯ ซิตี้ หรือ เชส ฟาเบรกาส ไล่ตามความฝันในวัยเด็กด้วยการกลับไปที่ บาร์เซโลนา แรมซีย์ ต้องการที่จะอยู่ในถิ่นลอนดอนเหนือ เขาอยู่กับสโมสรนี้มา 10 ปี และน่าจะเข้าใจแล้วว่าสุดท้าย อาร์เซนอล ก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับพนักงานคนหนึ่ง นักเตะที่ผูกพันกับวัฒนธรรมและอดีตของสโมสรค่อยๆถูกปล่อยทิ้งไปทีละคน

ชีวิตค้าแข้งของ แรมซีย์ กับ อาร์เซนอล ควรจะสรุปได้ดังนี้ : ยุคเอมิเรตส์อันร้อยเล่ห์และกระเป๋าเงินที่เหนียวยิ่งกว่ากาวช้าง, กุนซือทองลอกและผู้บริหารร่วมมือกันหักปีกของทีม ในตอนที่เขาย้ายมาสู่สนามใหม่ ทีมปืนใหญ่ก็เปลี่ยนสถานภาพจากทีมลุ้นแชมป์และเข้าสู่แชมเปี้ยนส์ลีกรอบชิง มาเป็นทีมที่เล็งเป้าแค่ที่ 4 ให้ได้สม่ำเสมอก็พอ

ในยุคแบบนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีนักเตะคนไหนที่สร้างผลกระทบด้านบวกได้มากไปกว่า แรมซีย์ แต่ถ้วยเอฟเอ คัพเหล่านั้นก็การันตีได้แล้วว่าเขาจะโดดเด่นอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่ต่อจากนี้อะไรจะเกิดขึ้นที่ ลอนดอนเหนือมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว


Powered by UFABET

เมื่อ ‘โซลชา’ ทำเกินหน้าที่ตัวเอง


สิ่งใดที่เกินคาด?

ในตอนนี้ สถานการณ์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ยังห่างไกลจากความยอดเยี่ยมอยู่มาก แต่มันก็ถือว่ายอดเยี่ยมทีเดียว หากเทียบกับความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ ซึ่ง เซบ สแตฟฟอร์ด-บลอร์ จะมาอธิบายว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น


สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ดูเหมือนตอนนี้ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี หรืออย่างน้อย เรื่องแย่ๆ มันก็กำลังหายไป เพราะในเดือนสุดท้ายที่โจเซ่ มูรินโญ่ ทำงานให้กับทัพปีศาจแดง ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวในทีมเลย และก็ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นั่น

และไม่ว่าตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่มันก็ทำให้ฟอร์มการเล่นของทีมตกลงอย่างน่าใจหาย และนักเตะในทีมก็ดูจะไม่มีความสุขเอาซะเลย

แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเรื่องร้ายๆ กำลังหายไปจากทีมแล้ว และบรรยากาศในทีมก็กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็เป็นผลมาจากการมาของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา และกุนซือชาวนอร์เวย์เองก็ปรารถนาให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว เขาพาทีมชนะคาร์ดิฟฟ์, ฮัดเดอร์สฟิลด์, บอร์นมัธ และนิวคาสเซิล ได้อย่างสวยหรู และยังช่วยให้ทีมผ่านเข้าไปเล่นรอบ 4 ของเอฟเอ คัพ ได้แบบไม่ยากเย็นนัก

แต่ในวันอาทิตย์นี้ มันจะเป็นแบบทดสอบในอีกระดับของทัพปีศาจแดง เมื่อพวกเขาต้องบุกไปเยือนสเปอร์สที่เวมบลีย์ ซึ่งแมนฯ ยูไนเต็ด เอง ก็คงต้องการชัยชนะ เพื่อเป็นการคืนสภาพทีมให้กลับมาเป็นหนึ่งในทีมที่น่าเกรงขามอีกครั้ง

โอเล่ VS พอช

โซลชาจะได้ลงสนามเจอกับกุนซือที่ว่ากันว่าจะมาแทนที่ตำแหน่งของเขาหลังจบฤดูกาล และเอ็ด วูดเวิร์ด ก็คงไม่พลาดที่จะไปชมเกมที่เวมบลีย์แน่

ไม่ว่าโปเช็ตติโน่จะอยู่สเปอร์ส ต่อ หรือจะย้ายไปอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในอนาคต แต่เขาก็ยังคงรู้ดีถึงความสำคัญในเกมนี้ และโซลชาเองก็ด้วย และการแข่งขันในนัดนี้นัดเดียวก็คงไม่มีผลในระยะยาวต่อทั้งคู่แน่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเกม ในเกม และหลังเกม ก็คงจะทำให้มันมีส่วนต่อกุนซือทั้งสองอยู่บ้าง

แต่ในตอนนี้บรรยากาศในทีมก็กำลังเป็นไปได้ด้วยดีไม่ใช่หรือ? โซลชาถูกแต่งตั้งเข้ามา และเขาก็ช่วยสะท้อนอารมณ์ความเป็นแมนฯ ยูไนเต็ด ออกมา ความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างโมลด์กับทัพปีศาจแดงนั้น ทำให้การยืมตัวกุนซือมาใช้งานเป็นไปอย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม การได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมชั่วคราวของเขา ก็มีผลมาจากสถานการณ์ทำงาน และความสามารถของตัวเองด้วย

ขณะที่มูรินโญ่กำลังวุ่นวายอยู่กับมรดกตกทอดที่ตัวเองได้รับมาจากทีมชุดก่อน โลกก็อาจจะลืมชื่อของโซลชาแล้ว แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้เล่นที่ทำประตูชัยในเกมชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่คัมป์ นู เมื่อปี 1999 หรือในฐานะกองหน้าซูเปอร์ซับของทัพปีศาจแดงนะ แต่ถูกลืมในฐานะเฮดโค้ชทีมฟุตบอลต่างหาก ความยุ่งเหยิงในสมัยที่เจ้าตัวทำทีมคาร์ดิฟฟ์ก็พอจะบอกได้ว่าความสามารถเขายังไม่ดีนักในตอนนั้น จนต้องกลับไปโมลด์อีกครั้ง แม้จะตกเป็นข่าว ว่าอาจกลับมาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกอยู่เป็นระยะๆ

รู้สถานะตัวเองดี

แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะไม่ได้พิจารณาด้วยหลักการหรือประเมินจากผลงานมากนัก ในการเลือกโซลชาเข้ามาทำหน้าที่ ต่เขาก็เป็นคนที่แฟนบอลท้องถิ่นรักใคร่ และได้ความเคารพนับถือจากบรรดานักเตะในทีมด้วย แม้สุดท้าย เขาอาจจะต้องอำลาทีมในเดือนพฤษภาคมก็ตาม

แน่นอนว่าเขาอยากจะอยู่ในตำแหน่งนี้เป็นการถาวร โซลชาทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาอยู่ในเส้นทางที่เหมาะสม แต่เจ้าตัวเองก็รู้ดี ว่ายังไม่ควรจะไปพูดเรื่องการเข้ามาเป็นกุนซือถาวรของที่นี่ กับบรรดาผู้บริหารที่กำลังวางแผนเรื่องกุนซือคนต่อไปของทีมมากนัก

แต่ในมุมมองของโซลชาตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงในทีมดูเหมือนจะเริ่มขึ้นแล้ว เจ้าตัวเคยออกมาบอกว่าตัวเองนั้นมีโอกาสที่จะมารับงานกุนซือที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด มาก่อนหน้านี้แล้ว และในที่สุด อดีตดาวยิงซูเปอร์ซัพของทีมก็ได้มารับงานที่นี่จริงๆ พร้อมกับการได้ยินแฟนๆ ในโรงละครแห่งความฝัน ร้องเพลงที่มีชื่อของตัวเอง และได้ทำงานร่วมกับกลุ่มนักเตะที่ดีที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมันก็ไม่น่าประหลาดใจเลย อย่างไรก็ตาม เจ้าของฉายา ‘เพชฌฆาตหน้าทารก’ ก็ยังไม่กล้าตอบยังเต็มปากเต็มคำว่า ต้องการจะฝากอนาคตในระยะยาวไว้ที่นี่ แม้ลึกๆ แล้ว เขาจะอยากได้ตำแหน่งกุนซือถาวรกับทีมมากเหลือเกิน

มันคงจะดีกว่านี้แน่ หากการมาของโซลชา ไม่ได้เป็นการมาเพื่อจัดการความวุ่นวายในทีม แต่เป็นการมาเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้ทีม อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โซลชาก็ได้รับการสนับสนุนพอสมควร ทั้งจากแฟนบอลและผู้อยู่เบื้องหลัง และการมาที่นี่ของเขาก็เป็นมากกว่ารวมใจลูกทีมให้เป็นหนึ่งเดียวได้ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้อาจเป็นเพียงภาพลวงตาได้

เวลาจะให้คำตอบ

ในปัจจุบัน โซลชาก็ประสบความสำเร็จไปอย่างหนึ่งแล้วในตอนนี้ คือการไม่ทำทีมแบบมูรินโญ่ ตลอด 2 ปีครึ่งที่กุนซือโปรตุกีสเป็นนายใหญ่ของพลพรรคเรด เดวิลส์ ทีมก็มักจะถูกแฟนบอลของคู่แข่งกล่าวหยอกล้อหรือแซวอยู่เสมอ จากการเล่นที่ไร้ชีวิตชีวา และการที่อดีตกุนซือเชลซีถูกปลดออดจาตำแหน่ง ก็ทำให้ทีมสามารถแสดงให้เห็นถึงฟุตบอลที่สนุกสนานอีกครั้ง

มันเป็นสถานการณ์ที่ยากจะเข้าใจในตอนนี้ แม้ตอนนี้ โซลชาอาจจะเป็นคนที่รับรู้สาเหตุของเรื่องแย่ๆ ที่เกิดในแคร์ริงตัน และแก้ไขมันได้อย่างรวดเร็ว นั้นมันก็เป็นไปไม่ได้เลย ที่โซลชาจะเป็นคนๆ เดียว ที่ทำให้สถานการณ์ของทีมดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้

ในช่วงเวลานี้ มันอาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากนัก เพราะในตอนนี้ ทัพปีศาจแดงก็ทำผลงานได้ดีกว่าเดิม พวกเขาสามารถทำประตูได้ และมีรูปแบบการเล่นที่เป็นไปตามความต้องการของแฟนบอล แต่การแข่งขันมันยังอีกยาวไกล และเราก็จะได้เห็นผลกระทบที่มาพร้อมกับการเข้ามาของโซลชามากขึ้น และมันจะเป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นของสโมสร ที่จะตัดสินว่าทีมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจริงหรือไม่

ในจุดที่ผ่านมา เราต้องยกเครดิตให้กับโซลชาจริงๆ ที่ช่วยให้ทีมทำผลงานดีขึ้น และมีการเล่นที่ถูกใจแฟนบอลส่วนใหญ่ แต่ในตอนนี้ มันก็ยังไม่ใช่จุดเดียวที่จะมาตัดสินว่าเขาควรได้งานเต็มเวลาหรือไม่ แต่ในทางกลับกัน มันมีเหตุผลอะไรบ้างล่ะ ที่ทำให้เขาไม่สมควรได้รับตำแหน่งเป็นการถาวร

มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับเอ็ด วูดเวิร์ด เพราะบางที ผลงานของโซลชาอาจจะเกิดจากบรรดาทีมงานและนักเตะที่มีความยอดเยี่ยมอยู่แล้ว และแค่การเข้ามาทำให้ทีมกลับมาสู่สภาพปกติก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอที่จะได้รับงานเป็นการถาวร บางที แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะมองเรื่องราวของโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กับเชลซี เป็นกรณีศึกษาก็ได้

ในตอนนั้น โรมัน อับราโมวิช ก็ต้องการคนที่เหมาะสมมารับงานต่อจากอังเดร วิลลาส-โบอาส แต่เขาก็ต้องยอมแพ้ต่อเสียงเรียกร้องของแฟนบอล อย่างไรก็ตาม ผลงานที่สุดยอดของเชลซีในช่วงที่ดิ มัตเตโอ คุมทีม นั้นเหมือนจะมาจากแรงกระตุ้นของบรรดานักเตะซีเนียร์ในทีมเองมากกว่า เพราะหลังจากพาทีมคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2012 เชลซีก็ผลงานแย่ลงอีกครั้ง จนทีมตกรอบแบ่งกลุ่มของแชมเปี้ยนส์ ลีก และกุนซือผู้เคยเป็นอดีตนักเตะของทีม ก็ถูกปลดออกจาตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2012 และสโมสรก็ต้องนำราฟา เบนิเตซ มาแทนที่เขา และตอนนี้ ดิ มัตเตโอ ก็กลายเป็นกุนซือที่ถูกลืมไปแล้ว

ไม่สามารถการันตีได้

อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด ก็อาจจะไปไม่ถึงในจุดเดียวกับที่เชลซีของดิ มัตเตโอไปถึงหรอก เพราะคู่แข่งในรอบต่อไปของพวกเขา คือทีมมหาเศรษฐีอย่างปารีส แซงต์-แชร์กแมง แต่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในโลกของฟุตบอล

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เอ็ด วูดเวิร์ด นั้นรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังทำงานอยู่กับหนึ่งในอดีตนักเตะที่แฟนบอลรักใคร่เป็นอย่างมาก และเขาก็เป็นนักเตะผู้ทำประตูชัยในเกมนัดชิงชนะเลิศศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 1999 ด้วย ฉะนั้นแล้ว แฟนๆ ย่อมต้องยกย่องโซลชามากๆ ซึ่งมันอาจจะหลอกให้เขามั่นใจในสิ่งที่เป็นในตอนนี้ของทีม ตามเสียงเรียกร้องของแฟนบอลได้

อย่างไรก็ตาม มันไม่มีการแต่งตั้งกุนซือคนไหนหรอก ที่จะมาพร้อมกับผลลัพธ์ที่แน่นอน ต่อให้วูดเวิร์ดจะได้โปเช็ตติโน่ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับสเปอร์ส หรือจะเป็นซีดาน ที่พาเรอัล มาดริด ครองจ้าวยุโรป 3 สมัย มารับงานกุนซือของทีมก็ตาม นอกจากนี้ ทั้งสองคนอาจจะต้องการการสร้างทีมใหม่ตามความต้องการของเขา และอาจจะทำให้วูดเวิร์ดมีปัญหาโต้เถียงกับพวกเขาได้ และหากโซลชายังสามารถทำให้ทีมมีผลงานที่ดีไปจนจบฤดูกาลได้ แล้วคนที่มารับงานต่อจากเขา จะต้องมีความอดทนต่อความกดดันมากขนาดไหนกัน หากไม่สามารถทำผลงานได้ดีในระดับที่อดีตกองหน้าปีศาจแดงทำไว้ได้

สำหรับแฟนบอลของทุกๆ สโมสร การกลับมารับงานกุนซือของทีมจากบรรดาตำนานของสโมสรนั้นมีผลในการช่วยเปลี่ยนแปลงทีมสูงมาก แต่มันก็มีความอันตรายอยู่เหมือนกัน และในกรณีนี้ โซลชาอาจจะช่วยให้สภาพจิตใจนักเตะดีขึ้น ด้วยการคว้าชัยชนะทุกเกมตั้งแต่เข้ามารับงาน ตอนนี้แฟนบอลหลายคนจึงมองโซลชาเป็นเฮดโค้ชในอุดมคติของทีม และการที่จะให้เขาออกจากตำแหน่ง ก็เริ่มเป็นเรื่องที่ยากขึ้น

วูดเวิร์ดอาจจะต้องการกำลังใจหรือการสนับสนุนมากทีเดียว หากจะเปลี่ยนกุนซืออีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการมากมายนักหรอก เพราะผลงานทีมกำลังไปในทิศทางที่ดีทีเดียว


Powered by UFABET